บทที่ 7 ไม่เป็นไร2

ช่วงเย็นคล้อย 

แสงไฟอุ่นจากโคมระย้าสะท้อนผนังกระจกใสของห้องพักโรงแรมหรู ห้องกว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงจัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมสะอาดลอยอวลอยู่ในอากาศ

ตะวันเอนตัวพิงโซฟาหนัง นอนดูทีวีอย่างไร้อารมณ์ รีโมตวางพาดอยู่บนอก เสียงรายการดังคลอเป็นฉากหลัง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู

ทันทีที่เห็นคนตรงหน้า ดวงตาคมก็ฉายแววตกใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเรียบเฉยลง

“มาทำไม”

ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ พลางหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง ราวกับไม่จำเป็นต้องเชิญ

อัยยาก้าวตามเข้ามาอย่างคุ้นเคย สายตากวาดมองไปรอบห้องพักราคาแพง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา

“เราแค่อยากมาดู…ว่าทำไมตะวันถึงไม่ไปดูหนังกับเรา”

ตะวันหยุดเดิน หันกลับมามอง สีหน้ายังคงเรียบเฉย

“ก็บอกแล้วว่าไม่ว่าง”

“ไม่ว่างทำอะไรเหรอ”

“จะถามเซ้าซี้ทำไม เธอมานี่ก็เพื่อถามเรื่องแค่นี้เหรอ”

อัยยาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพูดต่อด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

“เรารอตะวันทั้งวัน ตะวันบอกไม่ว่างเราก็เข้าใจนะ…แต่คำว่าไม่ว่างของตะวัน คือการมานั่งดูทีวี เล่นเกม แบบนี้เหรอ”

ตะวันหันมามองเธอเต็มตา แววตาหงุดหงิดชัดเจน

“อัยยา มึงงี่เง่าไปปะ กูจะไปหรือไม่ไปมันก็สิทธิ์ของกูมั้ย แล้ววันนี้มึงเป็นอะไรเนี่ย”

“เปล่า…แค่รู้สึกว่าตะวันเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าเราตลอดเลย”

“ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง ก็กลับไปได้แล้ว กูชักจะรำคาญมึงแล้ว”

“ทั้งที่เราอยู่ข้างตะวันมาตลอด ตะวันต้องการเมื่อไหร่เราก็มา ไม่เคยบ่น แต่พอเป็นเราบ้าง…ตะวันกลับไม่มีเวลาให้เลย”

ตะวันถอนหายใจแรง ความโมโหฉายชัดบนใบหน้า

“อย่าทำเหมือนเป็นเมียกูได้มั้ย”

คำพูดนั้นทำเอาหญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ 

“…”

“ถ้ามึงยังพูดไม่เลิก แม้แต่เพื่อน…ก็จะไม่ได้เป็น เลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อซะ ยังไงมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ กูให้มึงได้มากสุดก็แค่เพื่อน”

“เราไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ขอโทษ วันนี้เราอารมณ์ไม่ดี เผลอพูดอะไรทำให้ตะวันโมโห…ขอโทษนะ”

ตะวันเบือนหน้าหนีคล้ายไม่อยากใส่ใจ

“กลับไปได้แล้ว กูสดใสอยู่ดี ๆ ต้องมาอารมณ์เสียเพราะเห็นหน้ามึงนี่แหละ”

ร่างเล็กพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน เพราะเธอรู้ดีว่า หากยังดื้อดึงพูดต่อไป…แม้แต่คำว่า เพื่อน ก็คงไม่เหลือให้ยึดไว้ ตามที่ตะวันว่าไว้เมื่อครู่

ร่างเล็กเดินผ่านห้องโถงโรงแรมอย่างเอื้อยเชื่อย สภาพเหมือนคนหมดแรง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่หน้าลิฟต์ แต่ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกเธอก็ต้องชะงักเมื่อสวนกับปัดรุ่นพี่เมื่อเช้าที่กำลังเดินออกมามา อัยยาถึงกับหน้าถอดสีกันเลยทีเดียว

อัยยาขยับแว่นเล็กน้อย สูดลมหายใจรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา

“เอ่อ…พี่ปัดพักอยู่แถวนี้เหรอคะ”

ปัดชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวด้วยแววตาฉงนเล็กน้อย ทว่าไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจนัก เพราะเธอรู้ดีอยู่แล้วว่าอัยยาเป็นคนใกล้ตัวของตะวัน

“เปล่า ฉันมาหาตะวันน่ะ”

คำตอบนั้นทำให้อัยยาก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพูดอะไร หากแต่เป็นเพราะไม่อยากให้หญิงสาวตรงหน้าได้พบตะวัน เธอจึงเลือกเอ่ยคำโกหกออกไปอย่างลังเล

“คือว่า...ตะวันไม่อยู่ค่ะ” 

“เธอก็มาหาตะวันเหมือนกันเหรอ”

“ค...ค่ะ”

“ทั้งที่นัดกันไว้แท้ ๆ เชียว” 

“หนูยืนรอเขาอยู่หน้าห้องตั้งนาน ก็ยังไม่เห็นมา สงสัยจะกลับไปนอนที่บ้าน” 

ปัดทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่อัยยารีบเอ่ยห้ามในทันที

“หนูโทรหาตั้งหลายสายแล้ว…เขาไม่รับเลยค่ะ”

ปัดมองอัยยาอยู่อึดใจ ราวกับชั่งใจบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ คล้ายหมดความตั้งใจจะสนทนาต่อ

“งั้น…ฉันกลับก่อนดีกว่า”

จากนั้นหญิงสาวก้าวเข้าไปในลิฟต์ตามเดิม ส่วนอัยยาได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

บริเวณทางถนนเดินในมหาวิทยาลัยคึกคักไปด้วยนักศึกษาที่เดินสวนกันขวักไขว่ เสียงพูดคุยปะปนกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ

อัยยาหญิงสาวร่างเล็กวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา แว่นกรอบหนาเอียงเล็กน้อยตามแรงสะเทือน กระโปรงทรงเอกับเสื้อนักศึกษาตัวโคร่ง    ปลิวไหวตามจังหวะก้าว มือทั้งสองข้างกอดหนังสือและถุงของกินไว้แน่น ลมหายใจถี่รัวขณะพยายามเร่งฝีเท้า

ตุ๊บ!

“โอ้ย!”

ด้วยความเร่งรีบจนไม่ทันมองทาง อัยยาเลยพุ่งชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง จนร่างเล็กเสียหลัก หนังสือในอ้อมแขนกระจายเกลื่อน ก่อนที่ตัวเธอจะเซล้มลงไปกับพื้นในพริบตา

“เดินให้ในระวังหน่อยสิ ไม่มีตารึไง!”

ชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยเสียงแข็ง ไม่แม้แต่จะยื่นมือมาช่วยพยุงหรือก้มลงเก็บของให้ แถมยังปรายตามองเธออย่างไม่พอใจ

“ขะ...ขอโทษค่ะ...”

“ซุ่มซ่ามฉิบหาย”

ร่างสูงล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง ทำท่าจะหมุนตัวเดินหนี หากแต่ปลายเท้ายังไม่ทันก้าวพ้น ก็ต้องเซถลาเล็กน้อย เมื่อถูกแรงกระชากจากชายหนุ่มอีกคนที่กำลังคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น

“ใครวะ!

ชายหนุ่มสะบัดตัวหลุดจากแรงฉุดอย่างแรง ก่อนจะหันกลับไปมอง สีหน้าฉายชัดถึงความไม่พอใจและหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง

“ขอโทษเธอเดี๋ยวนี้”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแข็ง ๆ เน้นย้ำทีละคำ ทำเอาอัยยาชะงัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น และก็ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าเป็นตะวันที่เดินเข้ามาช่วย

“มึงเป็นใครวะ มาสั่งให้กูขอโทษ”

“มึงไม่รู้หรอว่าที่เธอต้องล้มลงไปเป็นเพราะมึงเดินไม่ดูทาง”

สายตาคมกริบจับจ้องอีกฝ่ายเขม็ง แววหาเรื่องฉายชัดจนบรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที อารมณ์โกรธที่อัดแน่นยังไม่ทันได้ระบาย ทว่ากลับเพียงยักไหล่ สวนกลับเสียงห้วน สีหน้าไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย ท่าทีแข็งกร้าวราวกับเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของตนเลยสักนิด

“ เธอต่างหากที่วิ่งมาชนกูเอง จะให้กูขอโทษทำไมวะ”

“กูบอกให้มึงขอโทษเธอซะ”

“คิดอยากจะทำตัวเป็นพระเอกงั้นเหรอ”

“.....”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป